วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
"8 บัญญัติการดูแลเส้นผม"

ฝนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมเสีย นอกเหนือจากแสงแดด คลอรีน ยิ่งเข้าฤดูฝนยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกับฝนและคงไม่มีสาวไหนอยากมีผมแห้งเสีย เดอะบอดี้ ช็อป (ประเทศไทย) จึงนำเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการดูแลรักษาเส้นผมมาฝากสาวไทยด้วย 8 บัญญัติการดูแลเส้นผมง่ายๆ ด้วยตัวเองที่บ้าน
1. เริ่มจากการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ต้องมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีค่าความเป็นด่างที่สมดุล เช่น ครีมนวดผมต้องมีคุณสมบัติปรับสภาพเส้นผมให้ชุ่มชื่นและล้างออกได้ง่าย
2. เวลาสระผมจะต้องนวดหนังศีรษะไปพร้อมกัน เพราะจะช่วยให้เกิดการหมุนเวียนโลหิตที่หนังศีรษะดีขึ้น ให้น้ำมันตามธรรมชาติไปหล่อเลี้ยงเส้นผม หรืออาจนวดระหว่างวันด้วยหวีแปรงไม้
3. เมื่อผมเปียกชื้นอาจเป็นปัญหาหนึ่งที่สาวๆ อย่างเราต้องกังวล เพราะเวลาผมแห้งก็จะฟู ฉะนั้นอาจพกไดร์เป่าผมตัวจิ๋วไว้ในกระเป๋าหรือที่ทำงานสักอัน นอกจากจะได้ผมสลวยแล้ว เป็นอีกทางหนึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นหวัดได้เป็นอย่างดี
4. เวลาเป่าผมให้แห้ง ควรเป่าผมจากบนลงล่าง เพราะเกล็ดผมจะเรียงตัวตามธรรมชาติ ทำให้เส้นผมเรียงตัวสวยและเรียบเงางาม ไม่ชี้ฟู
5. สาวใดที่นิยมไดร์ผมให้ตรง ดัดผมด้วยโรลไฟฟ้า และรีดผมด้วยไฟฟ้า ต้องระวังเรื่องไฟดูดและควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องเส้นผมจากความร้อนด้วยเสมอ
6. ถ้าจำเป็นต้องหวีผมขณะที่เปียก ควรใช้หวีซี่ห่างๆ จะช่วยให้เส้นผมขาดน้อยลงได้
7. การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพที่ดีด้วยเช่นกัน ควรเลือกอาหารจำพวก ผัก ผลไม้ และควรดื่มน้ำให้มาก หลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านกระบวนการขัดสี รวมทั้งพยายามงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ก็จะเรียกได้ว่าเป็นการบำรุงให้ผิวและผมสวยใสจากภายในสู่ภายนอกนั่นเอง
8. ถ้าต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรปกป้องเส้นผมจากแสงแดดด้วยการสวมหมวก หรือทาครีมปรับสภาพผมทิ้งไว้เมื่อต้องออกแดด จากนั้นค่อยล้างออกตามปกติ
กิน !! ... เพื่อผิวสวยๆ ของคุณ

อย่าลืมให้ความสำคัญกับการรับประทานผักและผลไม้ ในปริมาณที่เพียงพอ อาหารที่มีประโยชน์จะช่วยบำรุงดูแลผิวของเราได้
ส้ม - เป็นผลไม้ที่เต็มไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เลยมีประโยชน์ช่วยบำรุงให้ผิวของเราดูสดใสอ่อนวัย
มะนาว - อุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินหลักของร่างกายที่มีผลต่อสภาพผิว หากร่างกายขาดวิตามินซี ผิวของเราก็จะดูเหนื่อยล้า แห้งกร้าน หมองคล้ำ ไม่เปล่งปลั่ง
แครอท - มีสารเบต้าแคโรทีนที่จะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งเป็นอาหารจำเป็นที่ช่วยบำรุงผิว
กีวี - ผลไม้นอกชนิดนี้ประกอบด้วยวิตามินซี ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวของเราดูชุ่มชื้นหรือว่าแห้งกร้าน
อะโวคาโด - ผลไม้นอกอีกหนึ่งชนิดที่อุดมไปด้วยวิตามินซี การรับประทานอะโวคาโด 1 ผลต่อวัน จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินอีในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันเลยทีเดียว
โยเกิร์ต - การรับประทานนมเปรี้ยวหมักจะช่วยในเรื่องการขับถ่าย ซึ่งมีผลต่อผิวพรรณของเราเหมือนกัน
เมล็ดถั่วต่างๆ - ประกอบไปด้วยโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารของผิวสวยค่ะ
งา - อุดมไปด้วยวิตามินบี สังกะสี และโปแตสเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่ให้ผิวดูสดใสอ่อนวัย
ผักโขม - เหมือนที่ป๊อปอายกินไงคะ ผักชนิดนี้เต็มไปด้วยธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งอมชมพูดูมีสุขภาพดี
ปลาอุดมไขมัน - เช่น ปลาแซลมอน ปลาพวกนี้จะมีน้ำมันปลาที่ช่วยให้ผิวเต่งตึงค่ะ
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552
What makes a good online learning candidate?

Taking courses online sounds like an exciting alternative to traditional face-to-face classes, however, online classes are not right for everyone. Online classes are very different from traditional classes in terms of the nature of class interaction, the presentation of materials and the overall learning experience. Even if you are an excellent student in traditional classes, you may find online classes not compatible with your learning style. Or, you may find that you don't have the essential computer skills to take courses online. Therefore, before you enroll in any online classes, make sure that online learning is right for you and you are ready for it. Taking the survey below may help you to decide.
1. I am self-disciplined. I can work on my own and not be easily distracted.
2. I am self-motivated to learn. I don't need stimulus from other students or being face to face with my instructor to motivate myself.
3. I have the time-management skills to balance online coursework with my professional and personal responsibilities.
4. I am willing to commit my time and effort to online courses (10 hours and up per week per course).
5. I have good writing and communication skills.
6. I find that I can take the time to organize my thoughts better when I write than when I talk.
7. I have good reading skills. I can read a book to learn how to do something.
8. I feel comfortable discussing issues and asking questions in an open forum.
9. I have strategies to get the most from the course study materials such as text book, study guide, syllabus, etc.
10. I can benefit from direct instructor feedback.
11. I like to have the freedom to choose when I attend class and when I study.
If you responded "yes" to nine or more of these statements, you probably have the necessary skills to succeed in an online class. If you responded "yes" to between six and nine of these statements, you may consider taking a blended course, instead of a completely online one. If you responded "yes" to less than six statements, you may want to consider taking a traditional classroom-delivered course.
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Developing Self-discipline การมีวินัยในตนเอง
จากเว็บไซด์ Developing self-discipline: http://www.studygs.net/discipline.htm
การมีวินัยในตนเองสามารถพิจารณาจากการฝึก การสร้างนิสัยของความคิดใหม่ การกระทำ การพูดเพื่อให้พัฒนาตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
จัดเวลาเพื่อให้กับการทำงาน/การบ้านในแต่ละวัน ฝึกทำงานในเวลาว่าง ๆ
•จัดเวลาให้กับการเรียนตอนเช้าหนึ่งครั้งและตอนเย็นอีกหนึ่งครั้ง
•งานทีทำไม่ควรให้เกิน 15 นาที
•รอให้ตารางเวลาแน่ชัดแล้วค่อยเริ่มทำงาน
•ยึดตารางเวลาให้คงที่อย่างน้อย 2 เดือน
(ข้อดีคือ การจัดเวลาช่วยให้มุ่งไปที่การทำงานเป็นอันดับแรก โดยสำคัญที่การเริ่มทำงานมากกว่าการเสร็จสิ้นของงาน สามารถหลีกเลี่ยงการผลัดวันประกันพรุ่งได้)
•จัดเวลาทำงานและให้ปฏิบัติตามตารางอย่างเคร่งครัด
•บันทึกความคืบหน้าในการทำงาน (ข้อดีคือ ทำให้รู้ว่าการทำงานในชิ้นนั้น ๆ ใช้เวลาไปเท่าไหร่กว่าจะสำเร็จ)
•หากคุณเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้นให้เอาเวลานั้นไปทำงานง่าย ๆ จดบันทึกไว้ วางแผนงานอื่น ๆ
ตัวกำหนดกิจวัตรประจำวัน
•จัดสรรค์เวลาให้กับการทำงานชิ้นนั้น ๆ
•รักษาเวลาไว้
•อย่าตั้งเป้าหมายอื่นเกินกว่าที่เวลาจะมีให้ ตั้งเพียงสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตร
•นำเทคนิคนี้ไปใช้กับการทำการบ้านหรือโครงงาน (ข้อดีคือ การบริหารจัดการเวลาสามารถจัดการกับงานที่ท่วมท้นได้ ไม่ใช่ทำเสร็จได้เพียงแค่ครั้งเดียว
ใช้การมีวินัยในตนเองเพื่อจัดการบริหารเวลา (ข้อดีคือ ขณะที่คุณบริหารจัดการกับการทำงานคุณได้สร้างวินัยในตนเองด้วย ขณะที่คุณสร้างวินัยในตนเอง คุณได้บริหารเวลาด้วย และขณะที่คุณบริหารเวลาคุณได้สร้างความมั่นใจในตนเองด้วย)
สมุดบันทึกวินัยในตนเอง
•บันทึกเวลาเริ่มทำและเวลาเสร็จงาน
•ทบทวนผลย้อนกลับบนความก้าวหน้าของงาน (ข้อดีคือ สมุดบันทึกนี้เป็นเครื่องมือที่มีค่าที่จะได้ภาพเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำดีกว่า และได้รู้ว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญในการใช้เวลาของคุณ
จัดตารางวันทำงานและการเรียนของคุณ
•วันไหนที่คุณเริ่มทำงาน ให้คุณจดบันทึกลงไปและจดสิ่งที่ต้องการทำให้เสร็จภายในวันนั้นด้วย
•จัดลำดับของรายการที่ทำ
•เริ่มงานที่สำคัญที่สุดก่อน
•ทดลองทำสองสามวันก่อนดูว่าได้ผลกับคุณหรือไม่
•รูปแบบนิสัยเป็นเวลานาน: จำนวนเวลาเท่าไหร่ที่ใช้ไปกับตัวคุณและนิสัย (ข้อดีคือ เริ่มต้นจากงานง่าย ๆ และเปลี่ยนเป็นยากขึ้นเมื่อคุณคิดว่าสามารถทำได้ เขียนหรือจดบันทึกสิ่งที่ทำสำเร็จในแต่ละวัน)
ความท้อแท้ใจ
•หากเจอปัญหาอย่าท้อแท้หรือหมดหวัง
•หากคุณทำผิดพลาดให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ
•หยุดพักแล้วค่อยเริ่มทำอีกครั้งเมื่อมีกำลังใจ
เคล็ดลับ
•สร้างนิสัยใหม่โดยเพิ่มเติมจากนิสัยเดิม เช่น ก่อนคุณจะดื่มกาแฟ ก็เพิ่มการเขียนหรือทำงานในระหว่างการดื่มไปด้วย (ข้อดีคือ สัมพันธ์กับสิ่งที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่แตกต่างอะไร)
•ทำสัญลักษณ์ความคืบหน้าในการทำงานบนปฏิทินในห้องน้ำ ในคอมพิวเตอร์ ในโต๊ะทานข้าว ดูวันที่ทำงานเสร็จ (ข้อดีคือทำดูได้ว่าความก้าวหน้าการทำงานไปในระดับไหน)
•สำรวจผู้คนที่เกี่ยวข้องในชีวิตของคุณและดูสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของวินัยในตนเองและนิสัยที่ช่วยให้บรรลุความสำเร็จ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับงาน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง
การมีวินัยในตนเองสามารถพิจารณาจากการฝึก การสร้างนิสัยของความคิดใหม่ การกระทำ การพูดเพื่อให้พัฒนาตนเองและเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
จัดเวลาเพื่อให้กับการทำงาน/การบ้านในแต่ละวัน ฝึกทำงานในเวลาว่าง ๆ
•จัดเวลาให้กับการเรียนตอนเช้าหนึ่งครั้งและตอนเย็นอีกหนึ่งครั้ง
•งานทีทำไม่ควรให้เกิน 15 นาที
•รอให้ตารางเวลาแน่ชัดแล้วค่อยเริ่มทำงาน
•ยึดตารางเวลาให้คงที่อย่างน้อย 2 เดือน
(ข้อดีคือ การจัดเวลาช่วยให้มุ่งไปที่การทำงานเป็นอันดับแรก โดยสำคัญที่การเริ่มทำงานมากกว่าการเสร็จสิ้นของงาน สามารถหลีกเลี่ยงการผลัดวันประกันพรุ่งได้)
•จัดเวลาทำงานและให้ปฏิบัติตามตารางอย่างเคร่งครัด
•บันทึกความคืบหน้าในการทำงาน (ข้อดีคือ ทำให้รู้ว่าการทำงานในชิ้นนั้น ๆ ใช้เวลาไปเท่าไหร่กว่าจะสำเร็จ)
•หากคุณเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้นให้เอาเวลานั้นไปทำงานง่าย ๆ จดบันทึกไว้ วางแผนงานอื่น ๆ
ตัวกำหนดกิจวัตรประจำวัน
•จัดสรรค์เวลาให้กับการทำงานชิ้นนั้น ๆ
•รักษาเวลาไว้
•อย่าตั้งเป้าหมายอื่นเกินกว่าที่เวลาจะมีให้ ตั้งเพียงสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตร
•นำเทคนิคนี้ไปใช้กับการทำการบ้านหรือโครงงาน (ข้อดีคือ การบริหารจัดการเวลาสามารถจัดการกับงานที่ท่วมท้นได้ ไม่ใช่ทำเสร็จได้เพียงแค่ครั้งเดียว
ใช้การมีวินัยในตนเองเพื่อจัดการบริหารเวลา (ข้อดีคือ ขณะที่คุณบริหารจัดการกับการทำงานคุณได้สร้างวินัยในตนเองด้วย ขณะที่คุณสร้างวินัยในตนเอง คุณได้บริหารเวลาด้วย และขณะที่คุณบริหารเวลาคุณได้สร้างความมั่นใจในตนเองด้วย)
สมุดบันทึกวินัยในตนเอง
•บันทึกเวลาเริ่มทำและเวลาเสร็จงาน
•ทบทวนผลย้อนกลับบนความก้าวหน้าของงาน (ข้อดีคือ สมุดบันทึกนี้เป็นเครื่องมือที่มีค่าที่จะได้ภาพเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำดีกว่า และได้รู้ว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญในการใช้เวลาของคุณ
จัดตารางวันทำงานและการเรียนของคุณ
•วันไหนที่คุณเริ่มทำงาน ให้คุณจดบันทึกลงไปและจดสิ่งที่ต้องการทำให้เสร็จภายในวันนั้นด้วย
•จัดลำดับของรายการที่ทำ
•เริ่มงานที่สำคัญที่สุดก่อน
•ทดลองทำสองสามวันก่อนดูว่าได้ผลกับคุณหรือไม่
•รูปแบบนิสัยเป็นเวลานาน: จำนวนเวลาเท่าไหร่ที่ใช้ไปกับตัวคุณและนิสัย (ข้อดีคือ เริ่มต้นจากงานง่าย ๆ และเปลี่ยนเป็นยากขึ้นเมื่อคุณคิดว่าสามารถทำได้ เขียนหรือจดบันทึกสิ่งที่ทำสำเร็จในแต่ละวัน)
ความท้อแท้ใจ
•หากเจอปัญหาอย่าท้อแท้หรือหมดหวัง
•หากคุณทำผิดพลาดให้คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ
•หยุดพักแล้วค่อยเริ่มทำอีกครั้งเมื่อมีกำลังใจ
เคล็ดลับ
•สร้างนิสัยใหม่โดยเพิ่มเติมจากนิสัยเดิม เช่น ก่อนคุณจะดื่มกาแฟ ก็เพิ่มการเขียนหรือทำงานในระหว่างการดื่มไปด้วย (ข้อดีคือ สัมพันธ์กับสิ่งที่ทำเป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่แตกต่างอะไร)
•ทำสัญลักษณ์ความคืบหน้าในการทำงานบนปฏิทินในห้องน้ำ ในคอมพิวเตอร์ ในโต๊ะทานข้าว ดูวันที่ทำงานเสร็จ (ข้อดีคือทำดูได้ว่าความก้าวหน้าการทำงานไปในระดับไหน)
•สำรวจผู้คนที่เกี่ยวข้องในชีวิตของคุณและดูสิ่งที่เป็นข้อจำกัดของวินัยในตนเองและนิสัยที่ช่วยให้บรรลุความสำเร็จ ขอคำแนะนำเกี่ยวกับงาน หรืออะไรที่ไม่เกี่ยวข้อง
Motivating Yourself (การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง)
Motivating yourself: http://www.studygs.net/motivation.htm (1-6)
หลักการสร้างแรงจูงใจให้ตนเองมีดังนี้
•พยายามรำลึกอยู่เสมอว่าต้องการทราบ/รู้อะไร
•มีความรับผิดชอบในการเรียน
•ยอมรับในความเสี่ยงที่มีในการเรียนกับความเชื่อมั่น ความสามารถ ตนเอง
•จำไว้ว่าความล้มเหลวคือความสำเร็จ เรียนรู้จากความผิดพลาดคือสิ่งที่ดี
•ฉลองให้กับความสำเร็จของตนเองเมื่อทำงานเสร็จ
Defining the project (การกำหนดเรื่อง /Project)
1.สิ่งที่ต้องการจะศึกษาอย่างย่อ ๆ และได้ใจความ อย่าเขียนสิ่งที่ยากเกินไปเกินความสามารถ เขียนให้ครอบคลุมอย่างมากไปถึง 2 เดือน
2.ระบุ 3 เหตุผล ที่อยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ติดไว้ที่ผนังห้องหรือเก็บไว้ในสมุดบันทึก สิ่งที่ได้พบคุณจะ
-พยายามมากขึ้น
-ลองวิธีใหม่หากทำแล้วไม่ได้ผล
-ทำต่อไปเรื่อย ๆ
-ศึกษาอย่างลึกซึ้งลงไปอีก
แรงจูงใจเดิมที่มีคือแรงจูงใจของคุณและรวมถึงเป้าหมายของคุณ คุณค่า และความสนใจของคุณ นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ทำต่อไป ตัวอย่าง
-ฉันอยากเรียนรู้สิ่งที่สามารถสื่อสารกับเพื่อนได้เร็วขึ้น
-ฉันอยากเรียนรู้เกี่ยวกับทวีปอาฟริกาเพื่อรู้ประวัติศาสตร์ครอบครัวของฉัน
-ฉันอยากทำงานและเรียนรู้เกี่ยวกับสกีเพื่อเล่นสกีให้เก่งขึ้น
-ฉันอยากเรียนอุตสหกรรมงานไม้เพื่อทำตู้เครื่องเสียงของฉันเอง
3.Extrinsic value ระบุ 3 เหตุผลที่บางคนต้องการให้คุณศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าแปะแผ่นนี้บนผนังแต่ให้เก็บไว้แล้วค่อยเอาออกมาทีหลัง หรือวางมันไว้ในหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึก
บางครั้งแรงจูงใจอื่น ๆ มาจากภายนอกแต่ไม่มีความสำคัญเท่ากับแรงจูงใจของตนเอง มันรวมถึงเป้าหมาย คุณค่า และความสนใจของคนอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อคุณ คุณเรียนรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ได้รับรางวัล หรือชื่นชมบางคน ตัวอย่าง
ฉันเรียนรู้วันเวลาเพื่อให้ผ่านการสอบวิชาประวัติศาสตร์
ฉันเรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแค่ให้ได้เข้าทำงาน
ฉันเรียนรู้หลักการเตะฟุตบอลเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของครูฝึก
แรงจูงใจภายนอกไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เพียงแต่มันเป็นสิ่งไม่สำคัญเท่ากับแรงจูงใจของตัวเอง
4.การเลือกที่ปรึกษา
ผู้ใดเหมาะที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษา
•คนที่ไว้ใจได้
•เข้าใจเป้าหมาย/แรงจูงใจของคุณ
•เข้าใจ Project ของคุณ
•ติดตามสอบถามการทำงานของคุณเป็นระยะ ๆ
•ไม่ใช่ทดสอบการทำงานของคุณ
•ให้การสนับสนุนคุณไม่ใช่คอยตัดสินคุณ
•สามารถให้คำแนะนำหลากหลายวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
•ทำการติดต่อถึงคุณหากคุณหลีกเลี่ยงเขาหรือไม่ยอมทำ Project
การติดต่อสื่อสาร
-How (อย่างไร)? ไปพบด้วยตัวเอง โทรศัพท์ หรือ e-mail
-When (เมื่อไหร่)?
-How often (บ่อยแค่ไหน)? เจออย่างน้อย 3 ครั้ง (เริ่มทำ, ตอนกลาง และขั้นสรุป)
-Where (ที่ไหน)?
5.Developing the project การพฒนา Project
•มีลำดับขั้นการเรียนรู้หรือไม่ (บทอ่าน แนวคิด ทักษะ ระดับ เป็นต้น)
•จะใช้เวลาในการทำ Project นี้นานแค่ไหน (ระบุเป็นตารางชั่วโมง สัปดาห์)
•ใครคือผู้ให้คำปรึกษา (บรรนารักษ์ ครู อาจารย์ ผู้รู้อื่น ๆ เป็นต้น)
•แหล่งข้อมูลคือ หนังสือ บรรณานุกรม คู่มือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เว็บไซด์ เป็นต้น
•ทดสอบสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดย การทดสอบ รายงาน ผลการเรียน เสียงสะท้อนจากเพื่อน ๆ หรือครู จำนวนหน้าที่ได้อ่าน หรืองานที่ทำเสร็จ เป็นต้น
•บันทึกความคืบหน้าของงานเป็นวัน สัปดาห์ เดือนที่ทำงานชิ้นนั้นเสร็จ
•รางวัลที่ให้กับความสำเร็จในการทำงานต้องสอดคล้องกับความก้าวหน้า ระดับความยากง่ายของชิ้นงาน
•เมื่องานไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้จะไปที่ไหน
6.Monitoring Progress เมื่อคุณได้เรียนรู้ คุณจำเป็นต้องทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อบอกการก้าวหน้าในงานของคุณ
•อะไรคือขั้นตอนการเรียนรู้ เป็น บทเรียน แนวคิด และอะไรที่เป็นลำดับขั้นตอน เหล่านี้เป็นจุดหมายย่อย ๆ หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ควรบันทึกไว้ด้วย
•ได้พัฒนาทักษะอะไรจากการเรียนรู้ครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการเรียนอื่น ๆ ได้หรือไม่ และจะจำได้หรือไม่
•อะไรที่ทำไม่สำเร็จ จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำโดยใช้วิธีอื่นอีกหรือไม่
•มีอะไรบ้างที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ งานเหล่านั้นอาจจะรวมถึงความไม่เหมาะสมกันเพราะว่าพวกมันกระตุ้นความอยกรู้อยากเห็น
•จะให้รางวัลกับตัวเองอย่างไรเมื่อทำงานสำเร็จ
•ฉันได้คิดด้านบวกในเป้าหมายในใจ อย่าหลีกหนีปัญหา
หลักการสร้างแรงจูงใจให้ตนเองมีดังนี้
•พยายามรำลึกอยู่เสมอว่าต้องการทราบ/รู้อะไร
•มีความรับผิดชอบในการเรียน
•ยอมรับในความเสี่ยงที่มีในการเรียนกับความเชื่อมั่น ความสามารถ ตนเอง
•จำไว้ว่าความล้มเหลวคือความสำเร็จ เรียนรู้จากความผิดพลาดคือสิ่งที่ดี
•ฉลองให้กับความสำเร็จของตนเองเมื่อทำงานเสร็จ
Defining the project (การกำหนดเรื่อง /Project)
1.สิ่งที่ต้องการจะศึกษาอย่างย่อ ๆ และได้ใจความ อย่าเขียนสิ่งที่ยากเกินไปเกินความสามารถ เขียนให้ครอบคลุมอย่างมากไปถึง 2 เดือน
2.ระบุ 3 เหตุผล ที่อยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ติดไว้ที่ผนังห้องหรือเก็บไว้ในสมุดบันทึก สิ่งที่ได้พบคุณจะ
-พยายามมากขึ้น
-ลองวิธีใหม่หากทำแล้วไม่ได้ผล
-ทำต่อไปเรื่อย ๆ
-ศึกษาอย่างลึกซึ้งลงไปอีก
แรงจูงใจเดิมที่มีคือแรงจูงใจของคุณและรวมถึงเป้าหมายของคุณ คุณค่า และความสนใจของคุณ นี่คือสิ่งที่คุณจะได้ทำต่อไป ตัวอย่าง
-ฉันอยากเรียนรู้สิ่งที่สามารถสื่อสารกับเพื่อนได้เร็วขึ้น
-ฉันอยากเรียนรู้เกี่ยวกับทวีปอาฟริกาเพื่อรู้ประวัติศาสตร์ครอบครัวของฉัน
-ฉันอยากทำงานและเรียนรู้เกี่ยวกับสกีเพื่อเล่นสกีให้เก่งขึ้น
-ฉันอยากเรียนอุตสหกรรมงานไม้เพื่อทำตู้เครื่องเสียงของฉันเอง
3.Extrinsic value ระบุ 3 เหตุผลที่บางคนต้องการให้คุณศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่าแปะแผ่นนี้บนผนังแต่ให้เก็บไว้แล้วค่อยเอาออกมาทีหลัง หรือวางมันไว้ในหน้าสุดท้ายของสมุดบันทึก
บางครั้งแรงจูงใจอื่น ๆ มาจากภายนอกแต่ไม่มีความสำคัญเท่ากับแรงจูงใจของตนเอง มันรวมถึงเป้าหมาย คุณค่า และความสนใจของคนอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อคุณ คุณเรียนรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ ได้รับรางวัล หรือชื่นชมบางคน ตัวอย่าง
ฉันเรียนรู้วันเวลาเพื่อให้ผ่านการสอบวิชาประวัติศาสตร์
ฉันเรียนรู้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อแค่ให้ได้เข้าทำงาน
ฉันเรียนรู้หลักการเตะฟุตบอลเพื่อให้เป็นที่ชื่นชอบของครูฝึก
แรงจูงใจภายนอกไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เพียงแต่มันเป็นสิ่งไม่สำคัญเท่ากับแรงจูงใจของตัวเอง
4.การเลือกที่ปรึกษา
ผู้ใดเหมาะที่จะเป็นผู้ให้คำปรึกษา
•คนที่ไว้ใจได้
•เข้าใจเป้าหมาย/แรงจูงใจของคุณ
•เข้าใจ Project ของคุณ
•ติดตามสอบถามการทำงานของคุณเป็นระยะ ๆ
•ไม่ใช่ทดสอบการทำงานของคุณ
•ให้การสนับสนุนคุณไม่ใช่คอยตัดสินคุณ
•สามารถให้คำแนะนำหลากหลายวิธีเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
•ทำการติดต่อถึงคุณหากคุณหลีกเลี่ยงเขาหรือไม่ยอมทำ Project
การติดต่อสื่อสาร
-How (อย่างไร)? ไปพบด้วยตัวเอง โทรศัพท์ หรือ e-mail
-When (เมื่อไหร่)?
-How often (บ่อยแค่ไหน)? เจออย่างน้อย 3 ครั้ง (เริ่มทำ, ตอนกลาง และขั้นสรุป)
-Where (ที่ไหน)?
5.Developing the project การพฒนา Project
•มีลำดับขั้นการเรียนรู้หรือไม่ (บทอ่าน แนวคิด ทักษะ ระดับ เป็นต้น)
•จะใช้เวลาในการทำ Project นี้นานแค่ไหน (ระบุเป็นตารางชั่วโมง สัปดาห์)
•ใครคือผู้ให้คำปรึกษา (บรรนารักษ์ ครู อาจารย์ ผู้รู้อื่น ๆ เป็นต้น)
•แหล่งข้อมูลคือ หนังสือ บรรณานุกรม คู่มือ สื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ เว็บไซด์ เป็นต้น
•ทดสอบสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดย การทดสอบ รายงาน ผลการเรียน เสียงสะท้อนจากเพื่อน ๆ หรือครู จำนวนหน้าที่ได้อ่าน หรืองานที่ทำเสร็จ เป็นต้น
•บันทึกความคืบหน้าของงานเป็นวัน สัปดาห์ เดือนที่ทำงานชิ้นนั้นเสร็จ
•รางวัลที่ให้กับความสำเร็จในการทำงานต้องสอดคล้องกับความก้าวหน้า ระดับความยากง่ายของชิ้นงาน
•เมื่องานไม่สำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้จะไปที่ไหน
6.Monitoring Progress เมื่อคุณได้เรียนรู้ คุณจำเป็นต้องทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อบอกการก้าวหน้าในงานของคุณ
•อะไรคือขั้นตอนการเรียนรู้ เป็น บทเรียน แนวคิด และอะไรที่เป็นลำดับขั้นตอน เหล่านี้เป็นจุดหมายย่อย ๆ หรือไม่ สิ่งเหล่านี้ควรบันทึกไว้ด้วย
•ได้พัฒนาทักษะอะไรจากการเรียนรู้ครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการเรียนอื่น ๆ ได้หรือไม่ และจะจำได้หรือไม่
•อะไรที่ทำไม่สำเร็จ จำเป็นต้องย้อนกลับไปทำโดยใช้วิธีอื่นอีกหรือไม่
•มีอะไรบ้างที่ไม่สมเหตุสมผลหรือไม่ งานเหล่านั้นอาจจะรวมถึงความไม่เหมาะสมกันเพราะว่าพวกมันกระตุ้นความอยกรู้อยากเห็น
•จะให้รางวัลกับตัวเองอย่างไรเมื่อทำงานสำเร็จ
•ฉันได้คิดด้านบวกในเป้าหมายในใจ อย่าหลีกหนีปัญหา
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552
Concentration
1)Study is nothing else but a procession of mind แปลว่า การเรียนอะไรก็แล้วแต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ใจ ต้องมีจิตใจตั้งมั่นในการเรียนรู้ ใจจะสั่งการให้ตัวทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยเปรียบเหมือนเป็นตัวควบคุมให้สมองสั่งการไปตามกระบวนการของร่างกายต่าง ๆ ให้ปฏิบัติไปตามความคิดความต้องการ โดยสอดคล้องกับเทคนิคการเรียนแบบ M.U.R.D.E.R. ดังนี้
M = Mood หมายถึงอารณ์ จิตใจ ให้ตังจิตตั้งใจมองการเรียนในด้านบวก คิดในด้านดี จะทำให้อยากเรียนรู้ และต้องเลือกสถานที่ เวลาเรียนให้เหมาะสมด้วย
U = Understand s หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ให้บันทึกสิ่งที่ยังไม่รู้หรือว่าไม่เข้าใจเอาไว้ จากนั้นทำการศึกษาเรื่องนั้นเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมหรือการทำแบบฝึกหัดก็ได้
R = Recall หมายถึง สิ่งช่วยจำ หลังจากที่เรียนบทเรียนใดบทเรียนหนึ่งเสร็จแล้วให้แปลงเนื้อหาที่เรียนเป็นถ้อยคำของตนเองเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
D = Digest หมายถึง จำแนก วิเคราะห์ย้อนกลับไปว่าส่วนในของบทเรียนที่ยังไม่เข้าใจจากนั้นทำการศึกษาอีกครั้งหรือสอบถามจากครูผู้สอนในกรณีที่ยังไม่เข้าใจสิ่งนั้นดีพอ
E = Expand หมายถึง ขยายผล ประกอบด้วย 3 คำถามคือ
-หากมีโอกาสพูดกับผู้เขียนเนื้อหานั้น คำถามอะไรบ้างที่ต้องการถามผู้เขียนนัน้
-ฉันจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้กับสิ่งที่ฉันสนใจได้อย่างไร
-ฉันจะสามารถทำข้อมูลเนื้อหานี้ให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายต่อผู้อื่นได้อย่างไร
R = Review ทำการทบทวนทุก ๆ สิ่งที่ได้ศึกษาหรือค้นพบในการเรียน ทบทวนเทคนิคอะไรที่ช่วยให้การเรียนของเราประสบความสำเร็จนำเทคนิคนั้นมาใช้กับการเรียนในปัจจุบันของตนเอง
2)ข้าพเจ้าเคยนำเทคนิคการช่วยจำแบบ Acromyms (การนำเอาอักษรตัวแรกของคำแต่ละคำมารวมกันเป็นคำใหม่ขึ้นมา) มาใช้ในการสอบรายวิชาภาษาอังกฤษเมื่อเทอมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าจำตัว Coordinating Conjunction ไม่ค่อยได้ แต่พอใช้เทคนิคนี้ทำให้จำได้ง่าย นั่นคือ “FANBOYS “
F = for
A = and
N =nor
B = boy
O = or
Y = yet
S = so
นอกจากทำให้จำตัว Coordinating Conjunction ได้แล้วยังช่วยให้นิสิตสามารถแยกประโยคที่มีคำเหล่านี้อยู่ว่าเป็นประโยคประเภท Compound Sentence ทำให้เรียนเข้าใจและทำข้อสอบได้ด้วย
3)ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังศึกษาเกี่ยวกับการจัดทำแผนการเรียนรู้แบบ Backward Design และบูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานระดับชั้น ม.2 ซึ่งปกติแค่แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ก็ลำบากแล้วยังเพิ่มหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีก ข้าพเจ้าทำไม่ได้จึงเกิดความท้อแท้และเบื่อหน่าย แต่พอได้นำเทคนิคการทำงานของ Concentration (ความตั้งอกตั้งใจ) มาใช้แค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น งานการทำแผนของข้าพเจ้าเริ่มดำเนินรุดหน้าไปอย่างมาก ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะทำได้ถึงเพียงนี้ หลักการทำงานของ Concentration ที่ข้าพเจ้าได้นำมาปรับใช้มีดังนี้
-เลือกสถานที่ทำงานโดยปราศจากสิ่งรบกวนทุกชนิดรวมทั้งปิดเครื่องมือสื่อสารด้วย สถานที่เลือกคือห้องนอนของข้าพเจ้าเอง
-เลือกช่วงเวลาที่คิดว่าตนเองจะมีความกระตือลือล้นในการทำงานมากที่สุด โดยไม่มีเรื่องใด ๆ รบกวนนั้นคือช่วงเวลาตอนเย็นหลังเลิกงาน ประมาณ 18.00-21.00 น.
-ก่อนที่จะเริ่มทำงานจะทบทวนงานครั้งก่อนที่ได้ทำไว้เสียก่อน เพื่อเป็นการรื้อฟื้นหลักการและรูปแบบการทำ
-เวลานั่นทำงานไปนาน ๆ เกิดการเมื้อยล้าขึ้นมา ข้าพเจ้าก็จะพักชั่วคราวโดยการเดินไปข้างนอกสักพัก อาบน้ำให้สดชื่นหรือหาอะไรทาน เมื่อดีขึ้นแล้วก็จะกลับมานั่งทำงานใหม่อีกครั้ง
-มีบางครั้งที่คิดงานหัวข้อนี้ไม่ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ ข้าพเจ้าก็จะข้ามหัวข้อนั้นไปก่อน แล้วไปทำหัวข้อถัดไปที่ทำได้แทน แล้วค่อยย้อนกลับมาทำหัวข้อนั้นทีหลัง
-บางครั้งหากเกิดข้อสงสัย ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเองก็จะสอบถามหรือปรึกษาผู้อื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
-จะตั้งเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน เมื่อทำสำเร็จก็จะให้รางวัลกับตัวเอง เช่น การดูซีดีหนัง กินอาหารที่ชอบ เป็นต้น
-ในขณะที่ทำงาน บางครั้งก็จะเพลอคิดเรื่องอื่นไปบ้าง พอรู้ตัวก็จะรีบบอกตัวเองว่า “Be Here Now” เพื่อเรียกสมาธิตัวเองกลับมาทำงานต่อ
-ก่อนจะเริ่มทำงานหรือเมื่อทำงานเสร็จจะอ่านทบทวนงานทุกครั้ง เพื่อเป็นการทบทวนให้เข้าใจรูปแบบและเป็นการตรวจทานข้อผิดพลาดไปในตัวด้วย
นั่นคือรูปแบบเทคนิคการทำงานแบบ Concentration ที่ข้าพเจ้านำมาปรับใช้กับตัวเอง ข้าพเจ้าคาดหวังว่า การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ของข้าพเจ้าจะสำเร็จในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะเทคนิคการทำงานแบบนี้ได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก
4)จากการศึกษา Index study system เทคนิคเรียนแบบนี้นิสิตคิดว่าสามารถใช้กับการเรียนได้ทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น ในแต่ละรายวิชาจะมีส่วนที่เป็นทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เทคนิคนี้จะเหมาะกับภาคทฤษฎี ความจำ ความเข้าใจมากกว่า เพราะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ทบทวนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ(คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ พละศึกษา คอมพิวเตอร์ การงานอาชีพ ศิลปะ) ได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ในเวลาว่าง ๆ หรือระหว่างที่รอทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายก็คือ รายวิชาภาษาอังกฤษ เช่น โครงสร้าง Tenses / ชื่อ Tenses, รูป ภาพ / คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
โดย นางสาวนิตยา วุฒิยา
M = Mood หมายถึงอารณ์ จิตใจ ให้ตังจิตตั้งใจมองการเรียนในด้านบวก คิดในด้านดี จะทำให้อยากเรียนรู้ และต้องเลือกสถานที่ เวลาเรียนให้เหมาะสมด้วย
U = Understand s หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ให้บันทึกสิ่งที่ยังไม่รู้หรือว่าไม่เข้าใจเอาไว้ จากนั้นทำการศึกษาเรื่องนั้นเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมหรือการทำแบบฝึกหัดก็ได้
R = Recall หมายถึง สิ่งช่วยจำ หลังจากที่เรียนบทเรียนใดบทเรียนหนึ่งเสร็จแล้วให้แปลงเนื้อหาที่เรียนเป็นถ้อยคำของตนเองเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
D = Digest หมายถึง จำแนก วิเคราะห์ย้อนกลับไปว่าส่วนในของบทเรียนที่ยังไม่เข้าใจจากนั้นทำการศึกษาอีกครั้งหรือสอบถามจากครูผู้สอนในกรณีที่ยังไม่เข้าใจสิ่งนั้นดีพอ
E = Expand หมายถึง ขยายผล ประกอบด้วย 3 คำถามคือ
-หากมีโอกาสพูดกับผู้เขียนเนื้อหานั้น คำถามอะไรบ้างที่ต้องการถามผู้เขียนนัน้
-ฉันจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้กับสิ่งที่ฉันสนใจได้อย่างไร
-ฉันจะสามารถทำข้อมูลเนื้อหานี้ให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายต่อผู้อื่นได้อย่างไร
R = Review ทำการทบทวนทุก ๆ สิ่งที่ได้ศึกษาหรือค้นพบในการเรียน ทบทวนเทคนิคอะไรที่ช่วยให้การเรียนของเราประสบความสำเร็จนำเทคนิคนั้นมาใช้กับการเรียนในปัจจุบันของตนเอง
2)ข้าพเจ้าเคยนำเทคนิคการช่วยจำแบบ Acromyms (การนำเอาอักษรตัวแรกของคำแต่ละคำมารวมกันเป็นคำใหม่ขึ้นมา) มาใช้ในการสอบรายวิชาภาษาอังกฤษเมื่อเทอมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าจำตัว Coordinating Conjunction ไม่ค่อยได้ แต่พอใช้เทคนิคนี้ทำให้จำได้ง่าย นั่นคือ “FANBOYS “
F = for
A = and
N =nor
B = boy
O = or
Y = yet
S = so
นอกจากทำให้จำตัว Coordinating Conjunction ได้แล้วยังช่วยให้นิสิตสามารถแยกประโยคที่มีคำเหล่านี้อยู่ว่าเป็นประโยคประเภท Compound Sentence ทำให้เรียนเข้าใจและทำข้อสอบได้ด้วย
3)ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังศึกษาเกี่ยวกับการจัดทำแผนการเรียนรู้แบบ Backward Design และบูรณาการกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของรายวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานระดับชั้น ม.2 ซึ่งปกติแค่แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design ก็ลำบากแล้วยังเพิ่มหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีก ข้าพเจ้าทำไม่ได้จึงเกิดความท้อแท้และเบื่อหน่าย แต่พอได้นำเทคนิคการทำงานของ Concentration (ความตั้งอกตั้งใจ) มาใช้แค่เพียงไม่กี่วันเท่านั้น งานการทำแผนของข้าพเจ้าเริ่มดำเนินรุดหน้าไปอย่างมาก ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะทำได้ถึงเพียงนี้ หลักการทำงานของ Concentration ที่ข้าพเจ้าได้นำมาปรับใช้มีดังนี้
-เลือกสถานที่ทำงานโดยปราศจากสิ่งรบกวนทุกชนิดรวมทั้งปิดเครื่องมือสื่อสารด้วย สถานที่เลือกคือห้องนอนของข้าพเจ้าเอง
-เลือกช่วงเวลาที่คิดว่าตนเองจะมีความกระตือลือล้นในการทำงานมากที่สุด โดยไม่มีเรื่องใด ๆ รบกวนนั้นคือช่วงเวลาตอนเย็นหลังเลิกงาน ประมาณ 18.00-21.00 น.
-ก่อนที่จะเริ่มทำงานจะทบทวนงานครั้งก่อนที่ได้ทำไว้เสียก่อน เพื่อเป็นการรื้อฟื้นหลักการและรูปแบบการทำ
-เวลานั่นทำงานไปนาน ๆ เกิดการเมื้อยล้าขึ้นมา ข้าพเจ้าก็จะพักชั่วคราวโดยการเดินไปข้างนอกสักพัก อาบน้ำให้สดชื่นหรือหาอะไรทาน เมื่อดีขึ้นแล้วก็จะกลับมานั่งทำงานใหม่อีกครั้ง
-มีบางครั้งที่คิดงานหัวข้อนี้ไม่ได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาทิ้งไปเปล่า ๆ ข้าพเจ้าก็จะข้ามหัวข้อนั้นไปก่อน แล้วไปทำหัวข้อถัดไปที่ทำได้แทน แล้วค่อยย้อนกลับมาทำหัวข้อนั้นทีหลัง
-บางครั้งหากเกิดข้อสงสัย ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตนเองก็จะสอบถามหรือปรึกษาผู้อื่น เช่น เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น
-จะตั้งเป้าหมายในการทำงานแต่ละวัน เมื่อทำสำเร็จก็จะให้รางวัลกับตัวเอง เช่น การดูซีดีหนัง กินอาหารที่ชอบ เป็นต้น
-ในขณะที่ทำงาน บางครั้งก็จะเพลอคิดเรื่องอื่นไปบ้าง พอรู้ตัวก็จะรีบบอกตัวเองว่า “Be Here Now” เพื่อเรียกสมาธิตัวเองกลับมาทำงานต่อ
-ก่อนจะเริ่มทำงานหรือเมื่อทำงานเสร็จจะอ่านทบทวนงานทุกครั้ง เพื่อเป็นการทบทวนให้เข้าใจรูปแบบและเป็นการตรวจทานข้อผิดพลาดไปในตัวด้วย
นั่นคือรูปแบบเทคนิคการทำงานแบบ Concentration ที่ข้าพเจ้านำมาปรับใช้กับตัวเอง ข้าพเจ้าคาดหวังว่า การเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ของข้าพเจ้าจะสำเร็จในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน เพราะเทคนิคการทำงานแบบนี้ได้ช่วยเหลือข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก
4)จากการศึกษา Index study system เทคนิคเรียนแบบนี้นิสิตคิดว่าสามารถใช้กับการเรียนได้ทุกรายวิชาและทุกระดับชั้น ในแต่ละรายวิชาจะมีส่วนที่เป็นทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เทคนิคนี้จะเหมาะกับภาคทฤษฎี ความจำ ความเข้าใจมากกว่า เพราะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้ทบทวนความรู้ความเข้าใจในเนื้อหารายวิชาต่าง ๆ(คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา ภาษาไทย วิทยาศาสตร์ พละศึกษา คอมพิวเตอร์ การงานอาชีพ ศิลปะ) ได้เป็นอย่างดี สามารถใช้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ในเวลาว่าง ๆ หรือระหว่างที่รอทำกิจกรรมต่าง ๆ ก็ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายก็คือ รายวิชาภาษาอังกฤษ เช่น โครงสร้าง Tenses / ชื่อ Tenses, รูป ภาพ / คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
โดย นางสาวนิตยา วุฒิยา
วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2552
สรุปองค์ความรู้รายวิชา 162531 – 2009
หลังจากที่ได้เรียนรายวิชา 162531 ทั้งการเรียนผ่านระบบ Maxlearn และการเรียนในห้องเรียนทำให้ได้ทั้งความรู้และฝึกทักษะการใช้เทคโนโลยีในการเรียนและการสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซด์ต่าง ๆ ซึ่งการเรียนผ่านระบบ Maxlearn ได้ฝึกให้มีความรับผิดชอบ การทำงานกลุ่ม การสืบค้นข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษ การอ่าน การแปลภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ การพูดคุยผ่านเครือข่าย ซึ่งอาจใช้ในช่องทาง Talk std ระหว่างนิสิตด้วยกัน หรือ Talk Ajarn ระหว่างครูกับนิสิต เพื่อให้ได้สอบถามปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียน
รายวิชานี้ทำให้เราทราบถึงการเรียนผ่านเว็บนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้ง Web-based Learning, Online Learning, Blended-Learning, เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาทำให้รู้ถึงรูปแบบและวิธีการสร้าง WebQuest แบบต่าง ๆ ส่วนการเรียนในห้องเรียนนั้นได้ฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้าง Web Blog ของตนเอง การแก้ไขโดยโปรแ กรม Macro media Dreamweaver โปรแกรม Notepad โปรแกรม Hot Potatoes การสร้างบทเรียน WebQuest การ up load ข้อมูล ขึ้นเว็บ จากการเรียนทั้งหมดนี้สามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนได้ เช่น สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสร้างบทเรียน WebQuest ไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน การสร้างแบบฝึกหัดจากโปรแกรม Hot Potatoes การทำ Web Blog เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลของตนและเพื่อน ๆ หรือนักเรียน ความรู้ที่ได้รับทั้งหมดนี้ช่วยให้พัฒนาตนเองไปสู่ผู้ที่ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีในการศึกษาได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า จนสามารถพัฒนางานและนักเรียนของตนเองได้ การทำงานหลัก ๆ ของการเรียนในรายวิชานี้จำเป็นต้องรู้ถึงสิ่งดังต่อไปนี้
การ log in เข้าใช้งานระบบ Maxlearn จะเข้าไปที่ http://course.ku.ac.th การส่งงานเป็นไฟล์สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม attach file จากนั้นเลือก file งานที่ต้องการส่ง และกด attach ตรวจดูให้แน่นอนว่าได้โหลดไฟล์เข้าไปแล้วหรือยัง หากมีไฟล์ที่ต้องการส่งแล้วก็สามารถกด send ได้เลย ในการคุยโต้ตอบกับเพื่อน ๆ สามารถทำได้โดยการกดที่เมนู “talk std” เมื่อเข้าไปแล้วกดที่ปุ่ม new แล้วพิมพ์ข้อความที่ต้องการขึ้นบล็อกลงไปแล้วกด เพิ่ม ข้อควรรอสักครู่หน้าจอก็จะโชว์ข้อความที่เราได้ up load ลงไปให้เห็น ส่วนการพูดคุยกับอาจารย์ก็มีขั้นตอนเหมือนกันเพียงแต่กดเข้าไปที่เมนู “talk Ajarn” เมนูนี้มีสำหรับไว้สอบถามพูดคุยระหว่างอาจารย์กับนิสิต สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปใน web board ก็คือ อันดับแรกต้องรีบแก้ไขระยะเวลาที่ต้องการให้โชว์เว็บบอร์ดหน้านั้น โดยกดที่ปุ่ม “Terference” เปลี่ยนจากเลข 7 วัน เป็น 99 วัน และสุดท้ายการเปิดหน้าต่าง เพื่อเรียกดูหรือใช้งานโดยไม่มีเมนูด้านซ้ายมือ ก็สามารถคลิ๊กได้ที่เมนูที่ต้องการเข้า เมื่อดูเสร็จแล้วก็กดปุ่มปิด หรือ(x) ได้เลย
รายวิชานี้ทำให้เราทราบถึงการเรียนผ่านเว็บนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้ง Web-based Learning, Online Learning, Blended-Learning, เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาทำให้รู้ถึงรูปแบบและวิธีการสร้าง WebQuest แบบต่าง ๆ ส่วนการเรียนในห้องเรียนนั้นได้ฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้าง Web Blog ของตนเอง การแก้ไขโดยโปรแ กรม Macro media Dreamweaver โปรแกรม Notepad โปรแกรม Hot Potatoes การสร้างบทเรียน WebQuest การ up load ข้อมูล ขึ้นเว็บ จากการเรียนทั้งหมดนี้สามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนได้ เช่น สามารถนำความรู้ที่ได้จากการสร้างบทเรียน WebQuest ไปประยุกต์ใช้กับกิจกรรมการเรียนการสอนในห้องเรียน การสร้างแบบฝึกหัดจากโปรแกรม Hot Potatoes การทำ Web Blog เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลของตนและเพื่อน ๆ หรือนักเรียน ความรู้ที่ได้รับทั้งหมดนี้ช่วยให้พัฒนาตนเองไปสู่ผู้ที่ทันต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ ใช้สื่อเทคโนโลยีในการศึกษาได้อย่างถูกต้องและคุ้มค่า จนสามารถพัฒนางานและนักเรียนของตนเองได้ การทำงานหลัก ๆ ของการเรียนในรายวิชานี้จำเป็นต้องรู้ถึงสิ่งดังต่อไปนี้
การ log in เข้าใช้งานระบบ Maxlearn จะเข้าไปที่ http://course.ku.ac.th การส่งงานเป็นไฟล์สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม attach file จากนั้นเลือก file งานที่ต้องการส่ง และกด attach ตรวจดูให้แน่นอนว่าได้โหลดไฟล์เข้าไปแล้วหรือยัง หากมีไฟล์ที่ต้องการส่งแล้วก็สามารถกด send ได้เลย ในการคุยโต้ตอบกับเพื่อน ๆ สามารถทำได้โดยการกดที่เมนู “talk std” เมื่อเข้าไปแล้วกดที่ปุ่ม new แล้วพิมพ์ข้อความที่ต้องการขึ้นบล็อกลงไปแล้วกด เพิ่ม ข้อควรรอสักครู่หน้าจอก็จะโชว์ข้อความที่เราได้ up load ลงไปให้เห็น ส่วนการพูดคุยกับอาจารย์ก็มีขั้นตอนเหมือนกันเพียงแต่กดเข้าไปที่เมนู “talk Ajarn” เมนูนี้มีสำหรับไว้สอบถามพูดคุยระหว่างอาจารย์กับนิสิต สิ่งที่ต้องระวังในการเข้าไปใน web board ก็คือ อันดับแรกต้องรีบแก้ไขระยะเวลาที่ต้องการให้โชว์เว็บบอร์ดหน้านั้น โดยกดที่ปุ่ม “Terference” เปลี่ยนจากเลข 7 วัน เป็น 99 วัน และสุดท้ายการเปิดหน้าต่าง เพื่อเรียกดูหรือใช้งานโดยไม่มีเมนูด้านซ้ายมือ ก็สามารถคลิ๊กได้ที่เมนูที่ต้องการเข้า เมื่อดูเสร็จแล้วก็กดปุ่มปิด หรือ(x) ได้เลย
วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
WebQuest Project
1. ผลงานที่ได้คือบทเรียน WebQuest สำหรับนักเรียนชั้น ป. 1 ชื่อกิจกรรม Happy Alphabet โดยนำมาจากหน่วยย่อยที่หนึ่งของหน่วยที่ชื่อว่า Fun English with Alphabet & Sound โดยใช้รูปแบบกิจกรรมแบบ Mystery Task เพื่อให้นักเรียนได้ค้นหาสิ่งที่ตนไม่รู้นั่นคือตัวอักษรภาษาอังกฤษ การทำงานจะเป็นงานกลุ่ม ซึ่งนักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้รับมอบหมายให้เป็นนักสำรวจจิ๋วเข้าไปสืบค้นหาชื่อและเสียงของตัวพยัญชนะ สระภาษาอังกฤษ การสะกดคำง่าย ๆ รูปภาพ คำศัพท์ที่สำพันธ์กับตัวพยัญชนะ จนกระทั่งสามารถเปรียบเทียบความเหมือนความแตกต่างของตัวอักษรของภาษาอังกฤษและภาษาไทยได้ โดยได้คัดเลือกเว็บไซด์ภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ป.1 ซึ่งค้นหาจากการที่ใส่ Key word เรื่องที่ต้องการให้นักเรียนศึกษาลงไปยังเว็บไซด์สืบค้นข้อมูลจากนั้นก็จัดกลุ่มแหล่งข้อมูลตามกิจกรรมย่อยที่จัดขึ้น นอกจากนี้ยังได้จัดทำใบงานและแบบฝึกหัดที่ทำจากโปรแกรม Hot Potatoes เพื่อทดสอบความรู้นักเรียนหลังจากที่ได้สืบคนมา
2. นำจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการสร้างบทเรียนเว็บเควสมารวมกับรูปแบบของกิจกรรมเว็บเควสที่เหมาะสมนั่นคือแบบ Mystery Task เพราะเห็นว่าในวัยนี้เด็กกำลังอยู่ในช่วงอยากรู้อยากเห็น และภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งใหม่ที่นักรียนยังไม่รู้จักและต้องการให้เด็กได้ใช้ทักษะการสืบค้นจากเว็บไซด์ต่าง ๆ ด้วย ในบทเรียนนี้นักเรียนจะได้ทั้งความรู้และทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เมื่อเลือกรูปแบบเว็บเควสแล้วลำดับต่อไปก็คือการสืบค้นและคัดสรรค์แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนและกิจกรรม ต่อมาก็กำหนด Process ขั้นตอนกิจกรรมซึ่งจะสัมพันธ์กับการกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลด้วยนอกจากนี้เมื่อพิจารณาเห็นแล้วว่าการศึกษาในเว็บไซด์อย่างเดียวคงไม่พอ จึงเพิ่มใบงานและแบบฝึกหัดที่ทำจากโปรแกรม Hot Potatoes เพื่อเป็นการฝึก ทบทวนและทดสอบผู้เรียนไปในตัวด้วย ในการจัดทำบทเรียนเว็บเควสนี้จะประสบความสำเร็จเลยไม่ได้หากไม่ได้มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล รายละเอียดของ Web-Based learning ตัวอย่างและวิธีการสร้างเว็บเควส ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มาจากการร่วมกันสืบค้นและอภิปรายร่วมกันในการเรียนแบบออนไลน์ และยังได้ความรู้จากการฝึกฝนในห้องเรียน เรื่องการสร้างบทเรียนเว็บเควสจากโปรแกรม Macro Media Dreamweaver โปรแกรม Hot potatoes โปรแกรม Notepad และการ up load ไฟล์ขึ้นเว็บ pirun
2. นำจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการสร้างบทเรียนเว็บเควสมารวมกับรูปแบบของกิจกรรมเว็บเควสที่เหมาะสมนั่นคือแบบ Mystery Task เพราะเห็นว่าในวัยนี้เด็กกำลังอยู่ในช่วงอยากรู้อยากเห็น และภาษาอังกฤษก็เป็นสิ่งใหม่ที่นักรียนยังไม่รู้จักและต้องการให้เด็กได้ใช้ทักษะการสืบค้นจากเว็บไซด์ต่าง ๆ ด้วย ในบทเรียนนี้นักเรียนจะได้ทั้งความรู้และทักษะฟัง พูด อ่าน เขียน ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ เมื่อเลือกรูปแบบเว็บเควสแล้วลำดับต่อไปก็คือการสืบค้นและคัดสรรค์แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับนักเรียนและกิจกรรม ต่อมาก็กำหนด Process ขั้นตอนกิจกรรมซึ่งจะสัมพันธ์กับการกำหนดวิธีการวัดผลประเมินผลด้วยนอกจากนี้เมื่อพิจารณาเห็นแล้วว่าการศึกษาในเว็บไซด์อย่างเดียวคงไม่พอ จึงเพิ่มใบงานและแบบฝึกหัดที่ทำจากโปรแกรม Hot Potatoes เพื่อเป็นการฝึก ทบทวนและทดสอบผู้เรียนไปในตัวด้วย ในการจัดทำบทเรียนเว็บเควสนี้จะประสบความสำเร็จเลยไม่ได้หากไม่ได้มีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการสืบค้นข้อมูล รายละเอียดของ Web-Based learning ตัวอย่างและวิธีการสร้างเว็บเควส ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มาจากการร่วมกันสืบค้นและอภิปรายร่วมกันในการเรียนแบบออนไลน์ และยังได้ความรู้จากการฝึกฝนในห้องเรียน เรื่องการสร้างบทเรียนเว็บเควสจากโปรแกรม Macro Media Dreamweaver โปรแกรม Hot potatoes โปรแกรม Notepad และการ up load ไฟล์ขึ้นเว็บ pirun
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
